ในปี 2550, ฝ่ายเทคโนโลยี กองควบคุมความปลอดภัยยานยนต์แห่งชาติ กรมการขนส่งสหรัฐฯ ได้ทำรายงานเพื่อเผยแพร่อย่างเป็นทางการว่า “ระบบฉีดัวฉีดไฮโดรเจน” ที่ใช้ “การนำไฟฟ้าแยกก๊าซ HHO” เพื่อสร้าง HHO สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการขับมลพิษได้จริง
HHO เป็นก๊าซที่ได้มาจากน้ำ
HHO ประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน 2 โมเลกุล และ ออกซิเจน 1 โมเลกุลที่เป็นอิสระต่อกัน

เครื่องกำเนิดก๊าซ HHO จะใช้ไฟฟ้ากระแสตรง ผ่านตัวนำไฟฟ้า (electrolysis) ที่มีน้ำเป็นส่วนผสมหลัก เพื่อทำการแยกโมเลกุลของไฮโดรเจนและออกซิเจนออก ทำให้เกิดเป็นก๊าซเชื้อเพลิงทางเลือกเสริมที่ยอดเยี่ยมชนิดนี้ขึ้น
เทคโนโลยีการแยกก๊าซ HHO นี้ ถูกค้นพบขึ้นเมื่อเกือบ 200 ปีมาแล้วซึ่งมีความเก่าแก่พอ ๆ กับการค้นพบแบตเตอรี่รถยนต์เลยทีเดียว ทั้งยังได้ถูกนำมาใช้กำเนิดพลังงานให้แก่รถยนต์มากว่า 100 ปีแล้วด้วย
ก๊าซ HHO มีความสัมพันธ์ในบางส่วนกับก๊าซ hydroxy, oxy-hydrogen, บราวน์ ก๊าซ (ตั้งชื่อตาม ศจ. ยูล บราวน์ แห่งออสเตรเลีย) และ โรดส์ ก๊าซ (ตั้งชื่อตาม ดร. วิลเลียม เอ โรดส์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐอริโซนา)
ก๊าซ HHO มีความปลอดภัยสูงมาก!
ในปี 2550 กรมการขนส่งของสหรัฐอเมริกา ได้ออกแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการว่าด้วยความปลอดภัยของยานยนต์ที่ใช้เครื่องกำเนิดพลังเสริมที่ใช้ก๊าซไฮโดรเจน โดยมีข้อความว่า “ก๊าซไฮโดรเจนมีความปลอดภัยเท่าเทียมหรือมากกว่าน้ำมันดีเซลหรือเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ” และยังกล่าวอีกว่า “อันตรายอันเกิดจากการรั่วซึมของถังก๊าซไฮโดรเจนนั้นมีน้อยกว่าอันตรายอันเกิดจากการรั่วซึมของถังเชื้อเพลิงดีเซลหรือก๊าซโซลีน” และในหัวข้อ1.2.3 ว่าด้วย ระบบหัวฉีดไฮโดรเจน กล่าวว่า ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการรายงานว่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและละอองฝุ่นจากไอเสียจะลดลงเมื่อใช้ระบบหัวฉีดไฮโดรเจน
[แนวทางปฏิบัติ รายงานฉบับสุดท้าย ว่าด้วยการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในยานพาหนะเชิงพาณิชย์, พฤศจิกายน 2550 รายงานหมายเลข FMCSA-RRT-07-202]

ผู้ใช้ระบบไฮโดรเจนยี่ห้อชั้นนำในปัจจุบันหลากหลายราย (ที่ไม่ใช่ผู้ขายเอง) ได้รายงานว่า ระบบไฮโดรเจนสามารถช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 15-65% และลดฝุ่นละอองที่ออกมาจากไอเสียได้ถึง 50-98% กูเกิ้ลยังได้แสดงรายการค้นหา 3.56 ล้านรายการภายใต้หัวข้อ “หัวฉีดไฮโดรเจน” และ 2.24 ล้านรายการภายใต้หัวข้อ “การประหยัดเชื้อเพลิง”
ในช่วงงานสัมมนาการบริหารการบำรุงรักษายานพาหนะ (Annual Vehicle Maintenance Management Conference [VMMC]) ประจำปีที่ 59 ในระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคม 2553 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน รัฐซีแอทเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตเครื่อง HHO ชั้นนำในตลาดจะร่วมกันนำเสนอรายงานทั้งในรูปของการสัมมนาย่อย การแสดงผลงาน และนิทรรศการเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์เสริม HHO เพื่อการประหยัดเชื้อเพลิง และการติดตั้งอุปกรณ์เสริมไฮโดรเจนไฮบริด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ยานพาหนะเชิงพาณิชย์ (ทั้งยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลและก๊าซโซลีน)
หัวข้อที่จะนำขึ้นอภิปรายประกอบด้วย การใช้น้ำเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ประโยชน์จำเพาะ ผลได้ทางเศรษฐกิจการเชื้อเพลิง การลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การติดตั้ง การบำรุงรักษา และการใช้งานกับยานพาหนะ
“ระบบฉีด” ไฮโดรเจนไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงและไม่มีการกักเก็บก๊าซไฮโดรเจนในรูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น เครื่องกำเนิดไฮโดรเจนจะสร้างก๊าซไฮโดรเจนขึ้นเมื่อระบบต้องการและเพื่อนำมาใช้ในขณะนั้นเท่านั้น ซึ่งทำให้บางคนเรียกระบบนี้ว่า “ไฮโดรเจนเมื่อต้องการ” หรือ HOD (hydrogen on demand)

การใช้ก๊าซ HHO ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบไม่ว่าในระยะสั้นหรือระยะยาว
ก๊าซไฮโดรเจนไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่กัดกร่อน และไม่เป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์
ก๊าซ HHO ไม่ก่อให้เกิดผลเสียหรือสนิมต่อเครื่องยนต์หรือส่วนประกอบอื่นใดของรถยนต์
ก๊าซไฮโดรเจนสันดาปสะอาด ร้อน รวดเร็ว และง่ายดาย
ก๊าซไฮโดรเจนใช้ได้กับพาหนะ หรือเครื่องยนต์ ชนิดเผาไหม้ภายในขนาดใด ๆ ก็ได้ที่ใช้ ก๊าซโซลีน ดีเซล ไบโอดีเซล เอ็ทธานอล แอลพีจี/ซีเอ็นจี หรือน้ำมันพืช นั่นก็คือรถยนต์โดยทั่วไป รถกระบะ เรือ ปั๊ม และเครื่องปั่นไฟต่าง ๆ นั่นเอง
การที่จะเรียกระบบนี้ว่า “ระบบฉีด” ก็ไม่ค่อยจะถูกต้องทีเดียวนัก เนื่องจาก HHO จะเข้าไปยังห้องเผาไหม้ โดยถูกดูดผ่านเข้าไปร่วมกับไอดี
หลังจากที่ก๊าซนี้ถูกเผาไหม้ในเครื่องยนต์ที่อุณหภูมิ 350-400° ฟาเรนไฮต์ หรือ 176.7-204.4° เซลเซียสแล้วนั้น ก๊าซจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นไอน้ำที่ร้อนจัดและจะระบายออกจากระบบทางท่อไอเสียไปในที่สุด ทำให้ไม่เกิดการก่อตัวเป็นสนิมภายในเครื่องในภายหลัง
HHO ยังกำจัดสารพิษประเภทเขม่าหรือ ไฮโดรคาร์บอน ไนโตรเจนออกไซด์ และคาร์บอน มอนอกไซด์ รวมทั้งกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาที่จะระบายออกจากรถได้ถึง 98% ซึ่งนับเป็นวิธีการทำลายสารพิษประเภทก๊าซปฏิกริยาสูงทีมีส่วนผสมของไนโตรเจนและออกซิเจนที่ระบายออกจากเครื่องยนต์อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
HHO ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง (fossil fuel) ได้ตั้งแต่ 18% ถึง กว่า 95%
HHO ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าเชื้อเพลิงลงได้ 15-65% ขึ้นอยู่กับสภาวะของรถ สภาวะถนน และนิสัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถเอง
HHO ช่วยลดการตกค้างของเขม่าในกระบอกลูกสูบ หัวลูกสูบ หัวเทียน และยังช่วยป้องกันการเกิดคราบเขม่าในอนาคตอีกด้วย
HHO ช่วยลดอาการเครื่องน็อคและเครื่องร้อนลงได้ ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้น เย็นขึ้น และเงียบขึ้นด้วย
HHO ทำให้รถทำงาน “เหมือนใหม่” เพิ่มพลังให้เครื่องยนต์มากขึ้น 5-20%
HHO เพิ่มอายุให้กับน้ำมันเครื่อง
HHO เพิ่มอายุให้กับ catalytic converter
HHO ช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันนำเข้า
สามารถติดตั้ง HHO Hydrogen ระบบหัวฉีดนี้ เข้ากับรถของคุณได้ภายใน 2 ชั่วโมง โดยเครื่องยนต์ของคุณจะยังคงมีสภาพเหมือนเดิมก่อนการติดตั้งทุกอย่าง
แค่เพียงเจาะรูเพิ่มขึ้น 4 รูเข้ากับส่วนของเครื่องยนต์เพื่อยึดน็อตติดอุปกรณ์ HHO เข้ากับรถเท่านั้น ซึ่งในบางกรณีก็สามารถใช้รูที่มีมากับเครื่องยนต์อยู่แล้วได้ด้วยเช่นกัน
ตัวเครื่อง HHO นี้สามารถถอดออกและติดตั้งเข้ากับรถคันใหม่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย นอกจากนี้ กรมสรรพากรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกายังได้ให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่ผู้ใช้รถในระบบหัวฉีดไฮโดรเจน ด้วยเหตุผลที่ว่าระบบนี้เป็นระบบที่เป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อม ทั้งยังเป็นระบบที่ให้กำเนิดพลังงานจากแหล่งธรรมชาติที่สร้างทดแทนขึ้นใหม่ได้นั่นเอง
การใช้ HHO ในรถรุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้ระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ จะต้องมีการปรับตัวผสมเชื้อเพลิงและปรับแต่งตัวควบคุมไฟฟ้า (ECU) และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ให้เข้ากับระบบ HHO ให้ถูกต้องเสียก่อน
ตัวควบคุมไฟฟ้าที่ว่านี้ก็คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วย ไมโครโปรเซสเซอร์ขนาด 8 บิท 1 ตัว แรมชิพ 1 ตัว รอมชิพ 1 ตัว บนแผงวงจร ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องยนต์เพื่อทำหน้าที่อ่านค่าอุณหภูมิของตัวระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ความกดดันของบรรยากาศ และการไหลของอากาศเพื่อไปทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของปั๊มเชื้อเพลิง เวลาการจุดระเบิด ความเร็วเฉื่อย และวาลว์ควบคุมการไหลกลับของไอเสีย (EGR) อีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ตัวควบคุมไฟฟ้านี้ยังทำหน้าที่ควบคุมระบบทำความเย็นอัตโนมัติ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการควบคุมอุณหภูมิ การระบายอากาศ และความเร็วพัดลมอีกด้วย
ในกรณีที่รถคันไหนใช้ควบคุมไฟฟ้าด้วย ECU นั่นหมายถึงว่ารถคันนั้นจะต้องมี HO2S หรือตัวเซ็นเซอร์จับค่าของออกซิเจนร้อนอย่างน้อยหนึ่งตัวร่วมด้วย ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวนี้จะส่งกระแสไฟออกมา 1โวลต์เมื่อมีออกซิเจนมากเกินไป และส่งกระแสไฟเป็น 0 โวลต์เมื่อมีออกซิเจนไม่เพียงพอในระบบ ดังนั้นจึงต้องจัดให้มีการควบคุมตัวเซ็นเซอร์จับค่าออกซิเจนระหว่างเครื่องยนต์และตัว catalytic converter เอาไว้ให้ดีเพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดจากการใช้ HHO เพราะออกซิเจนที่ส่งเข้าไปยังเครื่องยนต์พร้อมกับไอดีจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าปกตินั่นเอง
การตั้งค่าของตัวเซ็นเซอร์และตัวควบคุมไฟฟ้าต่าง ๆ แบบมาตรฐานจะทำให้การอ่านค่าไฮโดรเจนและออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นนี้ผิดไป หรือเป็นค่าที่เกินความต้องการของระบบจึงต้องให้ผู้ใช้ทำการปรับทดค่าเสียใหม่
จำนวนระยะทางที่รถวิ่งได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่ติดตั้งเครื่อง HHO ในสองถึงสามวันแรกอาจดูน่าทึ่ง แต่ภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ต่อมาตัว ECU จะเข้าแก้ไข “ปัญหา” ที่ระบบมีออกซิเจนเพิ่มขึ้นมามากมายกว่าปกตินี้ โดยจะไปสั่งให้ปั๊มทำงานส่งเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องยนต์ให้มากขึ้น ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ทำให้ไม่ได้จำนวนระยะทางที่เพิ่มขึ้นหรือประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเลย ในทางกลับกันอาจจะได้ระยะทางลดต่ำลงหรือเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นไปกว่าที่เคยเสียด้วยซ้ำ
ในการติดตั้ง HHO บางครั้งอาจต้องมีการปรับตัวเซ็นเซอร์แรงดันที่เรียกว่า MAP (manifold absolute pressure) เสียก่อน ซึ่งตัวเซ็นเซอร์นี้ทำหน้าที่เป็นตัวอ่านค่าการทำงานของเครื่องยนต์ การเปลี่ยนแปลงความเร็วและระดับความสูงเพื่อส่งข้อมูลไปทำการควบคุมการส่งถ่ายเชื้อเพลิงและเวลาการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ ตัวเซ็นเซอร์นี้จะปล่อยกระแสไฟมากที่สุดจำนวน 5 โวลต์ในกรณีที่แรงดันสูญญากาศของเครื่องมีค่าต่ำที่สุดซึ่งเป็นการบอกว่าเครื่องยนต์ต้องการเชื้อเพลิงเพิ่ม และหากแรงดันสูญญากาศของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น ความต้องการเชื้อเพลิงลดน้อยลง กระแสไฟก็จะลดต่ำลงไปด้วย
ส่วนตัวเซ็นเซอร์อื่น ๆ ทีอาจต้องมีการควบคุมเมื่อติดตั้ง HHO คือตัวเซ็นเซอร์วัดการไหลของอากาศ (MAF = mass air flow) ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวนี้เป็นตัวที่ทำหน้าที่อ่านค่าไอดี
รถบางคันมีระบบควบคุมที่เรียกว่า powertrain control module (PCM) ซี่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รอบเครื่องขึ้นสูงถึงระดับวิกฤต ส่วนรถบางคันใช้ระบบควบคุมไฟฟ้า electronic control module (ECM) ป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วที่สูงเกินไป ระบบเหล่านี้มักไม่ต้องการการปรับแต่งอะไรเพิ่มเติมหากต้องการจะติดตั้งระบบ HHO
ข้อพิจารณาในการเลือกเครื่อง HHO
1. HHO มีหน่วยการผลิตเป็นจำนวนลิตรต่อนาที (LPM) - ฉะนั้นหากผู้ขายพูดถึงจำนวนลิตรต่อชั่วโมง สินค้าชิ้นนั้นก็ไม่เป็นที่น่าสนใจ เครื่องกำเนิดไฮโดรเจนบางตัวมีความสามารถผลิต HHO ได้ถึง 12 ลิตรต่อนาทีเลยทีเดียว
2. จำนวนแอมป์ที่ใช้ในการผลิต HHO ให้ได้ตามจำนวน LPM ที่อ้าง – ยิ่งจำนวนแอมป์ มากเท่าไหร่ก็หมายถึงยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น ความร้อนสามารถทำลายเครื่อง HHO ที่ไม่ได้สร้างด้วยวัสดุที่คุณภาพดีเยี่ยมได้
3. ความร้อนสูงสุดในการทำงานของเครื่องกำเนิด HHO - ความร้อนสูงอาจสร้างปัญหาให้กับเครื่องได้เช่นกัน
4. สารเคมีที่ใช้ผสมกับน้ำเพื่อทำเป็นตัวนำไฟฟ้า (electrolyte) - เครื่องบางตัวใช้ caustic soda (lye) บางเครื่องก็ใช้สารเคมีอันตรายที่เป็นพิษต่อสภาวะแวดล้อม ซึ่งอาจกัดผิวหรือทำให้ตาบอดได้ และยังกัดกร่อนชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่เป็นอลูมิเนียมได้อีกด้วย ส่วนบางเครื่องก็ใช้ตัวนำไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อมอย่างยิ่งจนสามารถที่จะดื่มสารนั้นได้เลย คงไม่มีประโยชน์อะไรหากวิธีที่จะทำอากาศให้บริสุทธินั้นกลับเป็นวิธีที่ทำน้ำให้เป็นพิษไปด้วยในขณะเดียวกัน
5. ขนาดของเครื่องกำเนิดไฮโดรเจนเอง - เนื่องจากรถหลาย ๆ ชนิดมีเนื้อที่เหลือค่อนข้างจำกัดในการติดตั้งเครื่อง HHO
6. ราคา - สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือจำนวนเงินที่คุณจะต้องจ่ายไปสำหรับค่าเชื้อเพลิง และจำนวนเงินที่จะสามารถลดลงไปได้จากการนำเอาระบบ HHO นี้มาใช้ และระยะเวลาการใช้ให้ถึงจุดคุ้มของการลงทุน และจุดเริ่มต้นที่คุณจะได้เริ่มประหยัดเงินของคุณอย่างแท้จริง ยิ่งผลิตไฮโดรเจนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้จำนวนระยะทางที่มากขึ้นและค่าใช้จ่ายก็ยิ่งต่ำลง ซึ่งก็หมายถึงยิ่งคุ้มค่าการลงทุนและได้ประหยัดเงินเร็วขึ้นเท่านั้น
7. วัสดุที่ใช้ในการสร้างตัวกำเนิด HHO - ให้พิจารณาดูว่าตัวเครื่องเป็นเสตนเลส 316L หรือเป็นพลาสติกทนความร้อนหรือไม่ เครื่องราคาถูกมักใช้วัสดุคุณภาพต่ำ ส่วนเครื่องราคาสูงบางตัวก็ไม่ได้ใช้วัสดุที่มีมาตรฐานสูงนักเช่นกัน
8. วัสดุและมาตรฐานของท่อ - ท่อของระบบ HHO ต้องมีความทนทานต่อแรงดัน สูญญากาศ ความร้อน ตัวนำไฟฟ้า ความสั่นสะเทือน การครูดถู ไฮโดรเจน และสภาวะอื่น ๆ อีกมากมาย
Copyright © 2009-2010 by Patty RothHaas | น.ส.แพ็ตตี้ รอธาส